benyapha ma

[post-views]

benyapha ma
benyapha ma

PDPA GURU EP.14 จากการตรวจประเมิน สู่การยกระดับมาตรฐาน PDPA (PART 2)

เมื่อองค์กรก้าวข้ามจากการ “มีเอกสาร” มาสู่การมองเห็นช่องว่างและความเสี่ยงของระบบแล้ว คำถามต่อไปอาจไม่ใช่เพียง “จะตรวจอะไร?” แต่คือ “ใครควรเป็นผู้ตรวจ และจะทำอย่างไรให้การตรวจประเมินนำไปสู่การพัฒนาองค์กรได้จริง?”

นี่คืออีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากงานเสวนา PDPA GURU Episode 14 “ผู้ตรวจประเมิน PDPA มีบทบาทอย่างไร ให้องค์กรต้องก้าวสู่มาตรฐานที่สูงกว่าเดิม” ซึ่งชวนให้มองบทบาทของผู้ตรวจประเมินในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับระบบ PDPA จากการตรวจเพื่อประเมินความสอดคล้อง ไปสู่การตรวจเพื่อค้นหาช่องว่างและสนับสนุนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ตรวจประเมินที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ค้นหา Finding”

การ Audit มักถูกมองว่าเป็นกระบวนการ “จับผิด” เพราะเมื่อมีผู้ตรวจเข้ามา สิ่งที่ผู้รับการตรวจคาดหวังคือคำถาม เอกสารที่ต้องเตรียม และข้อบกพร่องที่จะถูกระบุในรายงาน

แต่ในมุมของการตรวจประเมิน PDPA การทำหน้าที่ของ Auditor ไม่ควรจบเพียงการค้นหา Finding

ผู้ตรวจประเมินควรช่วยให้องค์กรมองเห็นว่า ข้อกำหนดตามกฎหมาย นโยบาย หรือเกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจประเมิน ถูกนำไปปฏิบัติอย่างไร มีหลักฐานรองรับหรือไม่ และมีจุดใดที่ยังเป็นช่องว่างหรือมีความเสี่ยงที่ควรได้รับการปรับปรุง

ดังนั้น การตรวจประเมินจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ หลักฐาน ความเป็นกลาง และความเข้าใจบริบทขององค์กร ไม่ใช่เพียงการนำ Checklist มาไล่ถามทีละข้อ

Auditor ต้องมีทั้ง “ความรู้” และ “ทักษะในการตรวจ”

การเป็นผู้ตรวจประเมิน PDPA จึงไม่ได้หมายความว่าเพียงรู้กฎหมายก็เพียงพอ แต่ต้องมีทั้ง Hard Skills และ Soft Skills

ในด้าน Hard Skills ผู้ตรวจประเมินควรมีความเข้าใจกฎหมายและเกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจประเมิน รวมถึงเข้าใจกระบวนการ Audit ตั้งแต่การจัดทำ Audit Program และ Audit Plan การกำหนดขอบเขตและรายการตรวจ การรวบรวม หลักฐานการตรวจประเมิน (Audit Evidence) ทั้งจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการปฏิบัติงาน และการตรวจสอบกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสามารถวิเคราะห์ข้อค้นพบและจัดทำ Finding ได้อย่างมีเหตุผลและมีหลักฐานรองรับ

ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจประเมินยังควรมีความรู้พื้นฐานด้าน IT และ Information Security เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ากับมาตรการที่เกิดขึ้นจริง เช่น Access Control, Log Management และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

แต่ความรู้ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ

เพราะในสถานการณ์จริง ผู้ตรวจประเมินต้องทำงานร่วมกับบุคลากรหลายฝ่าย จึงจำเป็นต้องมี Soft Skills ทั้งด้านการสื่อสาร การตั้งคำถาม การรับฟัง การบริหารความขัดแย้ง และการทำความเข้าใจบริบทของผู้รับการตรวจ

การตั้งคำถามที่ดีจึงไม่ใช่การทำให้ผู้รับการตรวจรู้สึกว่ากำลังถูกจับผิด แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เห็นข้อเท็จจริง และค้นหาวิธีปรับปรุงร่วมกัน

DPO ตรวจงานตัวเองได้หรือไม่?

อีกคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยคือ หากองค์กรต้องการตรวจประเมิน PDPA แล้ว DPO หรือคณะทำงานสามารถเป็นผู้ตรวจเองได้หรือไม่?

คำตอบคือ ต้องพิจารณาตามบทบาท หน้าที่ โครงสร้างองค์กร ขอบเขตการตรวจ และระดับความเป็นอิสระที่การตรวจประเมินนั้นต้องการ

สำหรับองค์กรขนาดเล็กที่มีกระบวนการไม่ซับซ้อนและมีบุคลากรจำกัด การทำ Self-Assessment หรือ Self-Audit โดย DPO หรือคณะทำงานอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมและมีความจำเป็นในทางปฏิบัติ เพื่อช่วยให้องค์กรค้นหาและอุดช่องว่างของตนเอง

อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจประเมินเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบหรือดำเนินการในกระบวนการเดียวกัน ความเป็นกลางของการตรวจอาจมีข้อจำกัด จึงควรพิจารณาการแบ่งบทบาทให้เหมาะสมกับขนาดและโครงสร้างขององค์กร

สำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มี Internal Audit (IA) หรือหน่วยงานด้าน Compliance อยู่แล้ว การมอบหมายให้หน่วยงานที่มีความเป็นอิสระจากผู้รับผิดชอบกระบวนการที่ถูกตรวจเข้ามามีบทบาทในการตรวจประเมิน อาจช่วยลดความเสี่ยงจาก ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการตรวจประเมิน

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครรู้ PDPA มากที่สุด? แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า

“ใครสามารถตรวจประเมินได้อย่างเป็นกลางและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการตรวจมากที่สุด?”

 

ในช่วง Q&A ยังมีการเชื่อมโยงประเด็นนี้กับแนวคิด Three Lines Model ซึ่งช่วยให้เห็นภาพการแบ่งบทบาทในการบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลได้ชัดเจนขึ้น โดยหน่วยงานเจ้าของกระบวนการเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงในงานของตนเอง ขณะที่หน่วยงานตรวจสอบภายในสามารถทำหน้าที่ให้ความเชื่อมั่นอย่างเป็นอิสระตามบทบาทของตน

ส่วน DPO ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำ ติดตาม และส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยการให้ DPO ทำหน้าที่ตรวจประเมินอย่างเป็นอิสระในทุกกระบวนการหรือไม่ ควรพิจารณาเป็นรายกรณี โดยเฉพาะประเด็นเรื่องบทบาทหน้าที่และความเป็นอิสระ

จาก “การตรวจ” สู่ระบบที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

การมี Auditor ที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ระบบ PDPA แข็งแรงขึ้น หากองค์กรยังมองว่าเรื่อง PDPA เป็นหน้าที่ของ DPO หรือคณะทำงานเพียงกลุ่มเดียว

จากมุมมองในงานเสวนา การยกระดับระบบควรประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่

  1. Knowledge — บุคลากรต้องมีความรู้และความเข้าใจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้อง
  2. Tone at the Top — ผู้บริหารระดับสูงต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เกิดการดำเนินงานจริง
  3. Team — ต้องมีบุคลากรจากหลายหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อน PDPA ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดไปที่ DPO
  4. System & Documents — มีระบบ กระบวนการ และเอกสารที่สอดคล้องกับกฎหมายและบริบทขององค์กร
  5. Implementation & Audit — นำระบบไปใช้จริง มีการตรวจติดตาม รับข้อเสนอแนะ (Feedback) และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้แต่ละฝ่ายเข้าใจว่า ตนเองเป็นเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) ของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่รอให้ DPO เป็นผู้รับผิดชอบทุกเรื่อง

Audit ที่ดีต้องนำไปสู่ “การปรับปรุง”

เมื่อมอง PDPA ในฐานะระบบบริหารจัดการ การตรวจประเมินจึงไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่องค์กรต้องการเตรียมตัวเพื่อขอการรับรอง (Certification)

แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการบริหารจัดการและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ในงานเสวนามีการเสนอให้มีทั้ง การประชุมทบทวนของคณะทำงาน และการทำ Annual Audit เพื่อให้เกิดการติดตามและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด PDCA ( Plan–Do–Check–Act)

เพราะองค์กรไม่ได้หยุดนิ่ง

กระบวนการทำงานเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่เก็บเปลี่ยนแปลง ผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีใหม่เข้ามา และรูปแบบการใช้ข้อมูลก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ดังนั้น ระบบ PDPA ที่เคยเหมาะสมในวันนี้ อาจเกิดช่องว่างขึ้นในวันข้างหน้าได้ 

การ Audit จึงไม่ใช่การตรวจว่า “เราผ่านหรือไม่ผ่าน” เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการตรวจว่า “ระบบของเรายังเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับการดำเนินงานจริงอยู่หรือไม่”

เมื่อ PDPA ก้าวไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น

เมื่อองค์กรสามารถวางระบบ ตรวจติดตาม และปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ขั้นต่อไปคือการยกระดับระบบไปสู่มาตรฐานหรือแนวทางการรับรองที่สูงขึ้นตามความเหมาะสมขององค์กร

ในงานเสวนามีการกล่าวถึงทั้ง PDPA Certificate Mark ของ สคส. และ ISO 27701 โดยการเตรียมความพร้อมไม่ได้พิจารณาเฉพาะเอกสาร แต่ยังต้องพิจารณาหลักฐานการปฏิบัติและการตรวจสอบกระบวนการ เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่องค์กรระบุไว้ในเอกสารเกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติ

แนวคิดนี้จึงกลับมาเชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญของ Part 1 อีกครั้ง

มีเอกสาร → ต้องนำไปใช้จริง → ต้องตรวจสอบได้ → ต้องปรับปรุงได้

และเมื่อระบบมีความพร้อมมากขึ้น PDPA ก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ Compliance อีกต่อไป แต่สามารถเชื่อมโยงกับ Data Governance การบริหารความเสี่ยง ESG และการทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้าใน Supply Chain ได้

โดยในงานเสวนามีการชี้ให้เห็นว่า ลูกค้ารายใหญ่บางรายเริ่มกำหนดให้คู่ค้าหรือ Supplier ต้องดำเนินการด้าน PDPA และมีการประเมินตนเองก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ผู้ตรวจประเมินจึงไม่ใช่ “ปลายทาง” แต่เป็นกลไกของการพัฒนา

จากประเด็นทั้งหมดของ PDPA GURU EP.14 จะเห็นได้ว่า บทบาทของผู้ตรวจประเมินไม่ได้หยุดอยู่ที่การตรวจหา Non-Compliance หรือเขียน Finding ลงในรายงาน

แต่คือการช่วยให้องค์กรมองเห็น Gap, Risk และ Hidden Risk ที่อาจมองไม่เห็นจากการทำงานตามปกติ และนำสิ่งที่พบกลับไปพัฒนาระบบให้แข็งแรงขึ้น

ดังนั้น เส้นทางของการทำ PDPA จึงไม่ควรเป็นเพียง

ทำเอกสาร → ตรวจให้ผ่าน → จบ

แต่ควรเป็น

เข้าใจ → วางระบบ → ปฏิบัติ → ตรวจประเมิน → ปรับปรุง → ยกระดับมาตรฐาน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การตรวจประเมินที่มีคุณค่าไม่ได้ทำให้องค์กรเพียง “ผ่านการตรวจ” แต่ช่วยให้องค์กร รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน มีความเสี่ยงอะไร และควรพัฒนาไปทางไหนต่อ

นี่จึงเป็นบทบาทสำคัญของ PDPA Auditor ในการพาองค์กรก้าวจากการทำ PDPA เพื่อให้ “ถูกต้องตามกฎหมาย” ไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ ตรวจสอบได้ พัฒนาได้ และสร้างความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว

อยากตรวจประเมิน PDPA แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
หลักสูตร “ผู้ตรวจประเมินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” Data Protection Auditor Certification (DPAC) 

เผยแพร่: 27 สิงหาคม 2569
อัปเดตล่าสุด: 27 สิงหาคม 2569

ช่องทางติดต่อ:
Facebook: PDPA Thailand
Line OA: @pdpathailand
Email: [email protected]
Website: www.pdpathailand.com

dpo in action อบรม pdpa dpo
DPOinActionรุ่น19 1200x300