7 ข้อปฏิบัติการขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ที่ทุกองค์กรต้องรู้
สัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีอัพเดทสำคัญทางกฎหมายที่คนทำธุรกิจและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ทุกคนต้องรู้ ล่าสุดได้มีการออกประกาศกฎหมายลำดับรองฉบับใหม่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) นั่นคือ “ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการขอให้เปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569”
ประกาศฉบับนี้ออกมาเพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่า เวลาที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) มาใช้สิทธิขอเข้าถึงหรือขอสำเนาข้อมูล (Right of Access) ฝั่งองค์กรต้องรับมืออย่างไร และฝั่งประชาชนต้องยื่นแบบไหน
pdpa thailand สรุป 7 ประเด็นสำคัญมาให้แบบเข้าใจง่าย ดังนี้
1. ช่องทางการยื่นคำขอที่ต้องเข้าถึงง่าย
1. ช่องทางการยื่นคำขอที่ต้องเข้าถึงง่าย
กฎหมายระบุชัดเจนว่าคุณในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลต้องจัดเตรียมช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้เจ้าของข้อมูลยื่นคำขอได้ง่ายที่สุด จะใช้วิธีเดินทางมายื่น ณ สถานที่ทำการขององค์กรคุณ หรือจะยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างหน้าเว็บไซต์หรืออีเมลก็ได้ ซึ่งยุคนี้แนะนำว่าการมีระบบ E-Form หรืออีเมลส่วนกลางสำหรับ PDPA โดยเฉพาะ จะช่วยลดความวุ่นวายได้ดี
2. รูปแบบและรายละเอียดที่คำขอ “ต้องมี”
ยื่นคำขอใช้สิทธิแบบส่งเดชไม่ได้! ต้องทำเป็นหนังสือหรือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีรายละเอียดสำคัญอย่างน้อย ดังนี้
- ชื่อและนามสกุลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
- ความต้องการที่ชัดเจน เช่น “ฉันขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลประวัติการซื้อสินค้าของฉันทั้งหมด”
- รายละเอียดของข้อมูลที่ต้องการขอ
- ลายมือชื่อ (จะเป็นปากกาเขียนหรือลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้) พร้อมเอกสารพิสูจน์และยืนยันตัวตน เช่น สำเนาบัตรประชาชน
กรณีที่มีการมอบอำนาจให้คนอื่นมาทำแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ระบุรายละเอียดครบถ้วน พร้อมแนบสำเนาเอกสารประจำตัวที่รับรองสำเนาถูกต้องของทั้งเจ้าของข้อมูลและผู้รับมอบอำนาจด้วย
3. ขั้นตอนการพิจารณาและกรอบเวลา 30 วัน
เมื่อคุณได้รับคำขอมาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบความถูกต้องหากพบว่าเอกสารไม่ครบถ้วนหรือคลุมเครือ คุณต้องรีบแจ้งผู้ร้องขอทันที เช่น “รบกวนส่งสำเนาบัตรประชาชนเพิ่มเติมเพื่อยืนยันตัวตนด้วยนะคะ”
แต่ถ้าเอกสารทุกอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว กฎหมายสั่งว่าต้องดำเนินการให้ “โดยไม่ชักช้าและต้องภายใน 30 วัน” นับแต่วันที่ได้รับคำขอ หากมีเหตุจำเป็นสุดวิสัยจริง ๆ ที่ทำไม่ทัน คุณสามารถขยายเวลาได้ แต่ต้องแจ้งเหตุผลพร้อมกำหนดการใหม่ให้ผู้ร้องขอทราบล่วงหน้า
4. กรณีไหนที่องค์กรมีสิทธิ์ “ปฏิเสธ” คำขอได้บ้าง?
องค์กรไม่ได้มีหน้าที่ต้องตามใจเจ้าของข้อมูลในทุกกรณี กฎหมายเปิดช่องให้ปฏิเสธคำขอได้เฉพาะ 3 กรณีนี้เท่านั้น คือ เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล, การให้ข้อมูลนั้นอาจไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือคำขอนั้นไม่มีเหตุผลอันสมควร/ฟุ่มเฟือย เช่น ลูกค้ามาขอข้อมูลเดิมซ้ำ ๆ ทุกสัปดาห์โดยไม่มีเหตุผลใหม่
ข้อควรระวัง: หากคุณตัดสินใจปฏิเสธคำขอ คุณต้องแจ้งเหตุผลให้เจ้าของข้อมูลทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น “ทางบริษัทต้องขอปฏิเสธคำขอนี้ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวมีข้อมูลความลับทางการค้าของบุคคลภายนอกปะปนอยู่” และที่สำคัญคือคุณต้องบันทึกเหตุผลนี้ไว้ในระบบด้วย
5. รูปแบบการส่งมอบข้อมูล
วิธีการส่งข้อมูลให้ลูกค้านั้นทำได้หลายแบบ ตั้งแต่การเปิดให้เข้ามาดูด้วยตาตัวเอง การจัดทำสำเนาเอกสารกระดาษ หรือการส่งไฟล์ทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีหลักการง่ายๆ ว่า หากเจ้าของข้อมูลยื่นคำขอมาทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น อีเมล) คุณก็ควรจัดส่งข้อมูลกลับไปให้เขาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกัน เว้นแต่ระบบหรือสภาพความสามารถขององค์กรคุณในตอนนั้นจะไม่สามารถทำได้จริง ๆ
6. อัตราค่าธรรมเนียม
ตามหลักการของ PDPA การขอใช้สิทธินี้ “ฟรี” ผู้ควบคุมข้อมูลจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ เว้นแต่ว่าคำขอนั้นจะเข้าข่ายไม่มีเหตุผลอันสมควร ฟุ่มเฟือย หรือเป็นการขอสำเนาชุดที่สองชุดที่สามเพิ่มเติม แบบนี้องค์กรถึงจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ แต่ต้องสมเหตุสมผลและไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น
- สำเนาเอกสาร A4 คิดได้หน้าละไม่เกิน 1 บาท
- สำเนาจากการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ (A4 ขาว-ดำ) หน้าละไม่เกิน 3 บาท
- ค่าธรรมเนียมการรับรองสำเนาถูกต้อง คิดได้คำขอละไม่เกิน 5 บาท
7. หน้าที่ในการบันทึกและจัดเก็บหลักฐาน
ประเด็นสุดท้ายที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ เรื่องการทำบัญชีหรือ Log การบันทึก เมื่อมีคำขอเข้ามา ไม่ว่าคุณจะอนุมัติ ดำเนินการให้ หรือปฏิเสธคำขอไป องค์กรของคุณมีหน้าที่ต้องบันทึกรายละเอียดเหล่านั้นเก็บไว้ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการดำเนินการ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบและอ้างอิงหากมีกรณีพิพาทหรือถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการฯ ในอนาคตครับ
ประกาศฉบับปี 2569 นี้เรียกว่าออกมาช่วยจัดระเบียบให้ทั้งฝั่งคนขอและฝั่งคนให้ทำงานง่ายขึ้น คุณในฐานะผู้บริหารหรือคนดูแลกฎหมายขององค์กร ลองเอา 7 ข้อนี้ไปรีวิวตรรกะระบบการจัดการ Data Subject Request (DSR) ว่าพร้อมรองรับแล้วหรือยัง
เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้อย่างถูกต้อง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ที่ Line Official Account @pdpathailand
บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569)
ผู้เขียน: Hathaithat Niyomlorthip
เผยแพร่: 19 กรกฎาคม 2569
อัปเดตล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2569
ช่องทางติดต่อ:
Facebook: PDPA Thailand
Line OA: @pdpathailand
Email: [email protected]
Website: www.pdpathailand.com





